🌐 ไทย
EnglishالعربيةБългарскиবাংলাBosanskiČeštinaDanskDeutschΕλληνικάEspañol (España)Español (Latinoamérica)EestiSuomiFilipinoFrançaisहिन्दीHrvatskiMagyarBahasa IndonesiaItaliano日本語한국어LietuviųLatviešuМакедонскиBahasa MelayuNorsk bokmålNederlandsPolskiPortuguês (Brasil)Português (Portugal)RomânăРусскийSlovenčinaSlovenščinaShqipSrpskiSvenskaไทยTürkçeУкраїнськаاردوTiếng Việt简体中文繁體中文
Body composition

Carb Cycling ช่วยลดไขมันได้ดีกว่าการจำกัดแคลอรีแบบคงที่หรือไม่?

เมื่อควบคุมปริมาณแคลอรีและโปรตีนรวมต่อสัปดาห์ให้เท่ากัน การสลับปริมาณคาร์โบไฮเดรตและแคลอรีระหว่างวันฝึกซ้อมกับวันพัก (Carb cycling) ให้ผลการลดไขมันโดยรวมเท่ากับการจำกัดแคลอรีคงที่ทุกวัน อย่างไรก็ตาม การทำ carbohydrate refeed ต่อเนื่องหลายวันอาจช่วยให้ผู้ที่ฝึกเวทเทรนนิ่งรักษามวลไร้ไขมันและอัตราการเผาผลาญขณะพักได้ดีกว่า

อัปเดตล่าสุด: 2026-10-01

เมื่อควบคุมปริมาณแคลอรีและโปรตีนรวมตลอดสัปดาห์ให้เท่ากัน การสลับปริมาณคาร์โบไฮเดรตและแคลอรีระหว่างวันฝึกซ้อมและวันพักให้ผลลัพธ์การลดไขมันโดยรวมใกล้เคียงกับการจำกัดแคลอรีคงที่ทุกวัน [1, 3, 20] อย่างไรก็ตาม การวางแผนทำ carbohydrate refeed ติดต่อกันหลายวันอาจให้ประโยชน์เล็กน้อยในการรักษามวลไร้ไขมัน (fat-free mass) และช่วยลดการชะลอตัวของอัตราการเผาผลาญขณะพัก (resting metabolic rate) ในช่วงจำกัดพลังงานสำหรับผู้ที่ฝึกเวทเทรนนิ่ง [3, 10]

โดยทั่วไปแล้ว คาร์บไซคลิง (Carbohydrate cycling) มักเกี่ยวข้องกับการจัดสรรสัดส่วนแคลอรีและคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่ของสัปดาห์ไปไว้ในวันฝึกซ้อม (หรือช่วง refeed ที่กำหนดไว้) พร้อมทั้งจำกัดแคลอรีให้ลึกขึ้นในวันพัก [2, 10] การทำความเข้าใจว่าแนวทางนี้เปรียบเทียบกับการจำกัดพลังงานต่อเนื่องอย่างไร จำเป็นต้องพิจารณาจากองค์ประกอบร่างกาย การปรับตัวของระบบเผาผลาญ สมรรถภาพในการฝึกซ้อม และความต่อเนื่องในการคุมอาหาร

องค์ประกอบร่างกายและการลดไขมัน

เมื่อควบคุมการขาดดุลพลังงานรวมต่อสัปดาห์ให้เท่ากัน ผลลัพธ์ในการลดไขมันระหว่างรูปแบบการจำกัดพลังงานแบบเป็นช่วง ๆ กับการจำกัดพลังงานต่อเนื่องทุกวันแทบจะไม่แตกต่างกัน [1, 10, 20] ในการทดลองแบบสุ่มเป็นเวลา 12 สัปดาห์ที่เปรียบเทียบการจำกัดแคลอรีต่อเนื่องกับรูปแบบการจำกัดพลังงานแบบเป็นช่วง ๆ ซึ่งมีการทำ refeed และ diet break ในผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วน ทั้งสองกลุ่มลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้ใกล้เคียงกัน (−6.7% เทียบกับ −6.0%) และลดมวลไขมันได้ไม่ต่างกัน (−9.30 กก. เทียบกับ −9.21 กก.) [1] ซึ่งผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นแม้ว่ากลุ่มที่จำกัดแคลอรีต่อเนื่องจะมีการขาดดุลพลังงานต่อวันตามที่วัดได้มากกว่า (−1005 กิโลแคลอรี/วัน เทียบกับ −690 กิโลแคลอรี/วัน) ก็ตาม [1] นอกจากนี้ การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วไปยังแสดงให้เห็นว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาวต่อการลดมวลไขมันระหว่างรูปแบบการจำกัดพลังงานต่อเนื่องและการจำกัดพลังงานแบบเป็นช่วง ๆ [20]

ในกลุ่มผู้ที่ฝึกเวทเทรนนิ่ง การลดไขมันระหว่างสองแนวทางนี้ก็ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันอย่างสม่ำเสมอ [3, 10, 19] ในการศึกษาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ในผู้ฝึกเวทเทรนนิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ภายใต้การขาดดุลพลังงานรวม 25% ต่อสัปดาห์ กลุ่มที่ใช้การ refeed คาร์โบไฮเดรตติดต่อกัน 2 วันสามารถลดมวลไขมันได้ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน (2.8 กก.) กับกลุ่มที่จำกัดพลังงานต่อเนื่อง (2.3 กก.) [3, 10] เช่นเดียวกันกับการทดลอง ICECAP เป็นเวลา 12 สัปดาห์ในผู้ใหญ่ที่ฝึกเวทเทรนนิ่ง ซึ่งไม่พบความแตกต่างของการลดไขมันระหว่างโปรโตคอลการจำกัดพลังงานแบบเป็นช่วง ๆ ระดับปานกลางกับการจำกัดพลังงานต่อเนื่อง [19]

การรักษามวลกล้ามเนื้อและการปรับตัวของระบบเผาผลาญ

การจำกัดพลังงานเป็นเวลานานจะกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวของระบบเผาผลาญ ซึ่งรวมถึงภาวะ adaptive thermogenesis, ประสิทธิภาพการทำงานของไมโทคอนเดรียที่เพิ่มขึ้น และการลดลงของฮอร์โมนไทรอยด์ในกระแสเลือด (ไตรไอโอโดไทโรนีน หรือ T3), เลปติน และอินซูลิน [6] การเปลี่ยนแปลงของระบบต่อมไร้ท่อเหล่านี้ส่งผลให้อัตราการใช้พลังงานขณะพักลดลงและกระตุ้นความอยากอาหาร [6] นักเพาะกายชายและนักกีฬาความแข็งแรงที่ลดไขมันจนถึงระดับต่ำมาก (<5%) รวมถึงนักกีฬาหญิงที่มีไขมันต่ำ (<12–14%) จะเผชิญกับการลดลงของฮอร์โมนอย่างชัดเจน [6] ช่วงเวลา refeed 1 ถึง 3 วันด้วยการเพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตจึงถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มระดับเลปตินชั่วคราว กระตุ้นอัตราการเผาผลาญ และช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ [2, 10]

หลักฐานในผู้ฝึกยกน้ำหนักระบุว่า การทำ carbohydrate refeed แบบเข้มข้นสามารถช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อในช่วงไดเอตได้ [3, 10] ในการทดลอง 7 สัปดาห์โดย Campbell และคณะ ผู้เข้าร่วมการทดลองที่คุมอาหารโดยขาดดุลพลังงาน 35% เป็นเวลา 5 วัน ตามด้วยการทำ carbohydrate refeed ที่ระดับพลังงานคงตัวติดต่อกัน 2 วัน สามารถรักษามวลไร้ไขมัน (−0.4 กก. เทียบกับ −1.3 กก.) และมวลไร้ไขมันแบบแห้ง (−0.2 กก. เทียบกับ −1.9 กก.) ได้มากกว่ากลุ่มที่จำกัดพลังงานต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ [3, 10] ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเผาผลาญขณะพักของกลุ่ม refeed ยังลดลงน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (−38 กิโลแคลอรี/วัน) เมื่อเทียบกับกลุ่มจำกัดพลังงานต่อเนื่อง (−78 กิโลแคลอรี/วัน) [3, 10] ส่วนในกลุ่มผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน โปรโตคอลการทำ refeed และ diet break แบบเป็นช่วง ๆ ก็แสดงแนวโน้มในการรักษามวลกล้ามเนื้อได้ดีกว่าตลอดระยะเวลา 12 สัปดาห์เช่นกัน [1]

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ด้านการเผาผลาญและการรักษากล้ามเนื้อเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกโปรโตคอลการจำกัดพลังงานแบบเป็นช่วง ๆ [11, 17] เมื่อผู้หญิงที่ฝึกเวทเทรนนิ่งบริโภคโปรตีน 1.8 กรัม/กก./วัน ในช่วงที่ขาดดุลแคลอรี 25% การแทรก diet break 1 สัปดาห์ในทุก ๆ สองสัปดาห์ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในอัตราการเผาผลาญขณะพักหรือการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบร่างกายเมื่อเทียบกับการจำกัดพลังงานต่อเนื่อง [11, 17] แบบจำลองสัตว์ทดลองเกี่ยวกับการ refeed ยังแสดงให้เห็นว่าการให้อาหารชดเชยหลังการอดอาหารอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนรูปฮอร์โมนไทรอยด์ผ่านเอนไซม์ดีไอโอไดเนส (DIO1, DIO2 และ DIO3) และลดการหมุนเวียนโปรตีนในกล้ามเนื้อ แม้ว่าอัตราการเติบโตจะเท่ากันก็ตาม [4]

สมรรถภาพในการฝึกเวทเทรนนิ่งและระดับไกลโคเจนสะสม

เหตุผลหลักในการจัดสรรคาร์โบไฮเดรตเพิ่มในวันฝึกซ้อมคือการเพิ่มความพร้อมของไกลโคเจนในกล้ามเนื้อให้สูงสุด [2, 10] ความจุในการกักเก็บคาร์โบไฮเดรตทั่วร่างกายอยู่ที่ประมาณ 80–120 กรัมในตับ และ 350–700 กรัมในกล้ามเนื้อลายตามส่วนต่าง ๆ ทั้ง sarcolemmal, intermyofibrillar และ intramyofibrillar [7] เนื่องจากไกลโคเจนสะสมแต่ละกรัมจะอุ้มน้ำอย่างน้อย 3 กรัม การฟื้นฟูไกลโคเจนจึงส่งผลต่อระดับน้ำภายในเซลล์และลักษณะทางสัณฐานวิทยาของกล้ามเนื้อด้วย [2, 15]

การฝึกเวทเทรนนิ่งทั่วไปทำให้ไกลโคเจนลดลงในระดับปานกลางเท่านั้น [14] การฝึกท่า leg extension จำนวน 6 เซตจะลดไกลโคเจนเฉพาะจุดลง 38–39% ในขณะที่การฝึกกล้ามเนื้อส่วนล่างอย่างหนัก 20 เซตจะลดปริมาณไกลโคเจนลง 26–28% ควบคู่ไปกับการลดลงของไตรกลีเซอไรด์ในกล้ามเนื้อ 30% [14] ด้วยเหตุนี้ การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบอย่างครอบคลุมจาก 49 การศึกษาจึงพบว่า การบริโภคคาร์โบไฮเดรตแบบเฉียบพลันหรือการทำ carbohydrate loading ระยะสั้นไม่ได้ช่วยเพิ่มสมรรถภาพการฝึกเวทเทรนนิ่งในสภาวะที่ได้รับอาหารตามปกติ สำหรับการฝึกที่มีปริมาณตามมาตรฐานไม่เกิน 10 เซตต่อกลุ่มกล้ามเนื้อ [7] และจากการศึกษา 17 ฉบับที่ตรวจสอบการปรับเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีถึง 15 ฉบับที่ไม่พบความแตกต่างของสมรรถภาพเมื่อเทียบกับภาวะที่ได้รับพลังงานเท่ากัน [7]

ประโยชน์ต่อสมรรถภาพจากการทำ carbohydrate refeed มักปรากฏชัดเจนภายใต้เงื่อนไขเฉพาะเท่านั้น [7, 14]:

  • การฝึกที่มีปริมาณสูงมากหรือฝึกวันละสองครั้ง: เมื่อต้องฝึกซ้อมวันละสองครั้งหรือฝึกยกน้ำหนักจนหมดแรง การรับประทานคาร์โบไฮเดรตแบบตรงเป้าหมาย (เช่น 250 กรัมหลังการฝึกช่วงเช้า) จะช่วยเพิ่มจำนวนเซตและจำนวนครั้งในการฝึกรอบถัดไปได้อย่างมีนัยสำคัญ [7, 14]
  • การโหลดคาร์บช่วงเตรียมตัวแข่งขัน: นักกีฬาเพาะกายและฟิตเนสที่ใช้ช่วงเวลา carbohydrate loading 36–48 ชั่วโมง สามารถเติมเต็มไกลโคเจนและความแน่นฟูของกล้ามเนื้อได้อย่างเต็มที่ก่อนขึ้นเวทีแข่งขัน [2]
  • ความรู้สึกในการฟื้นตัว: แม้ว่า carbohydrate refeed อาจไม่ช่วยเพิ่มผลลัพธ์ในการฝึกแบบ German Volume Training แต่ก็พบว่าช่วยลดความรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายได้ [9] นอกจากนี้ การจำกัดคาร์โบไฮเดรตในอาหารอาจส่งผลเสียต่อการเคลื่อนไหวแบบใช้แรงต้านคงที่ (isoinertial strength) แต่ไม่กระทบต่อสมรรถภาพแบบเคลื่อนไหวด้วยความเร็วคงที่ (isokinetic) [9]

ปัจจัยทางจิตวิทยาและพฤติกรรมการกิน

นอกเหนือจากตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาแล้ว การสลับแคลอรีและคาร์โบไฮเดรตยังส่งผลต่อความสามารถในการคุมอาหารระยะยาว [11, 17] รูปแบบการสลับปริมาณแคลอรีแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอในการปฏิบัติตามแผนที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการจำกัดพลังงานแบบต่อเนื่อง [17] ในกลุ่มผู้หญิงที่ฝึกเวทเทรนนิ่ง การสลับการจำกัดแคลอรีร่วมกับ diet break ที่มีโครงสร้างชัดเจนช่วยป้องกันไม่ให้อาการตบะแตกหรือการสูญเสียการควบคุมการกินเพิ่มขึ้นเหมือนที่พบในการไดเอตต่อเนื่อง [11] โดยในช่วง 6 ถึง 8 สัปดาห์ คะแนน disinhibition จากแบบสอบถาม Three-Factor Eating Questionnaire เพิ่มขึ้นจาก 4.91 เป็น 6.17 ในกลุ่มที่ไดเอตต่อเนื่อง แต่กลับลดลงจาก 6.80 เหลือ 6.05 ในกลุ่มที่ไดเอตแบบเป็นช่วง ๆ [11] เช่นเดียวกัน โปรโตคอลการจำกัดพลังงานแบบเป็นช่วง ๆ ระดับปานกลางยังแสดงคะแนนความอยากอาหารที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการขาดดุลต่อเนื่อง [19]

โดยสรุปแล้ว การทำคาร์บไซคลิงให้สอดคล้องกับวันฝึกซ้อมไม่ได้ช่วยเร่งการลดไขมันให้เร็วขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ หากปริมาณพลังงานรวมต่อสัปดาห์เท่ากัน [1, 3, 20] อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ฝึกเวทเทรนนิ่งที่มีรูปร่างลีน การทำ carbohydrate refeed ติดต่อกัน 2 วันถือเป็นกลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อปกป้องมวลไร้ไขมัน ชะลอการลดลงของระบบเผาผลาญ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการคุมอาหารโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการลดไขมัน [3, 10, 11]

เอกสารอ้างอิง

แหล่งข้อมูลเว็บ

  1. The Effects of Continuous vs. Intermittent Caloric Restriction ...
  2. Carbohydrate Cycling as a Tool for Managing Body ...
  3. Intermittent Energy Restriction Attenuates the Loss of Fat ...
  4. Reduced Skeletal Muscle Protein Turnover and Thyroid ... - PMC
  5. The biochemical and metabolic impact of 8-weeks of intermittent ...
  6. Metabolic adaptation to weight loss: implications for the athlete
  7. The Effect of Carbohydrate Intake on Strength and Resistance ...
  8. (PDF) The Effect of Carbohydrate Intake on Strength and ...
  9. Effects of carbohydrate restriction on strength performance
  10. Intermittent Energy Restriction Attenuates the Loss of Fat Free ...
  11. The Effects of Intermittent Diet Breaks during 25% Energy ...
  12. The Effects of Continuous vs. Intermittent Caloric ...
  13. (PDF) Effectiveness of Diet Refeeds and Diet Breaks as a ...
  14. Glycogen and Resistance Training
  15. Fundamentals of glycogen metabolism for coaches and athletes
  16. Effects of Intermittent Fasting in Human Compared to a Non ...
  17. [PDF] Calorie Shifting Diet Versus Calorie Restriction Diet
  18. Time-restricted eating with calorie restriction on weight loss ...
  19. Intermittent Energy Restriction Attenuates the Loss of Fat ...
  20. Intermittent Energy Restriction for Weight Loss: A Systematic ...
  21. Intermittent versus continuous energy restriction on weight ...
  22. Intermittent versus continuous energy restriction on weight ...

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Body compositionอายุระบบเผาผลาญจากเครื่อง BIA บ่งชี้สุขภาพได้จริงหรือไม่?

อายุระบบเผาผลาญ (Metabolic age) ที่ได้จากการวิเคราะห์ความต้านทานไฟฟ้าของร่างกาย (BIA) ไม่ใช่การวัดเมแทบอลิซึมระดับเซลล์โดยตรงหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์มาตรฐาน แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางสถิติที่ดีสำหรับองค์ประกอบร่างกายและความเสี่ยงด้านหัวใจและเมแทบอลิซึม เนื่องจากค่านี้เป็นเพียงการเปรียบเทียบอัตราการใช้พลังงานขณะพักโดยประมาณกับค่าเฉลี่ยของประชากร จึงไม่สามารถสะท้อนปัจจัยอื่นนอกเหนือจากองค์ประกอบร่างกาย เช่น ประสิทธิภาพของไมโตคอนเดรียหรือการทำงานของต่อมไทรอยด์ได้

Body compositionขนาดของ Calorie Surplus ส่งผลต่อการสร้างกล้ามเนื้อและการสะสมไขมันอย่างไร

ผู้หญิงที่ไม่เคยฝึกเวทเทรนนิ่งมาก่อนไม่จำเป็นต้องกินเกิน (caloric surplus) ในปริมาณมากเพื่อเพิ่มการสร้างกล้ามเนื้อให้ได้สูงสุด เนื่องจากแคลอรีที่มากเกินไปจะเร่งการสะสมไขมันเป็นหลัก การกินเกินเพียงเล็กน้อยหรือกินเท่าค่าบำรุงร่างกายควบคู่กับโปรตีนที่เพียงพอจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อพร้อมลดการสะสมไขมันให้เหลือน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม การขาดพลังงานประมาณ 500 kcal ต่อวันจะขัดขวางการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ

Body compositionงานที่ใช้แรงกายส่งผลต่อการสูญเสียกล้ามเนื้อและการฟื้นฟูช่วงลีนไขมันอย่างไร

กิจกรรมทางกายจากการทำงานในระดับสูงช่วยสร้างแรงกระตุ้นเชิงกลเฉพาะที่ซึ่งสามารถชะลอการสูญเสียกล้ามเนื้อในรยางค์ที่ใช้งานได้ แต่ก็เพิ่มความเครียดของระบบประสาทอัตโนมัติ ระดับคอร์ติซอล และการออกซิเดชันของกรดอะมิโนในช่วงลดน้ำหนักแบบจำกัดพลังงาน เมื่อเทียบกับคนที่นั่งทำงานเป็นหลัก งานที่ต้องใช้แรงกายสูงจำเป็นต้องได้รับโปรตีนมากขึ้น จัดการปริมาณการฝึกซ้อมโดยรวมอย่างระมัดระวัง และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการสูญเสียมวลไร้ไขมันและความเหนื่อยล้าสะสมทั่วร่างกาย

Body compositionวัดไขมัน Skinfold 3 จุด vs. 7 จุด สำหรับติดตามองค์ประกอบร่างกาย

โพรโทคอลการวัด Skinfold แบบ 3 จุดให้ความน่าเชื่อถือในการติดตามผลเทียบเท่ากับแบบ 7 จุด ทั้งยังช่วยลดเวลาในการตรวจวัดและหลีกเลี่ยงตำแหน่งกายวิภาคที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม สมการคำนวณ Skinfold ที่ต่างกันจะให้เปอร์เซ็นต์ไขมันที่ต่างกันอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถสลับใช้โพรโทคอลหรือรุ่นคาลิปเปอร์ไปมาในระหว่างการติดตามผลได้

Body compositionISAK Profiling กับสมการ Skinfold ในการวัดองค์ประกอบร่างกาย

การประเมินสัดส่วนร่างกายตามมาตรฐาน ISAK ช่วยกำหนดมาตรฐานการวัดหลายตำแหน่งและการแยกส่วนเนื้อเยื่อทางกายวิภาค จึงช่วยหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อนเฉพาะกลุ่มประชากรและข้อผิดพลาดจากการปะปนระดับโมเลกุลกับระดับเนื้อเยื่อที่มีในสมการ skinfold ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ทั้งสองวิธีเป็นเพียงการประเมินทางอ้อมขั้นที่สองและไม่มีความไวเพียงพอที่จะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของมวลไขมันในระยะสั้นที่น้อยกว่า 0.5 กก.

Body compositionการวัดไขมันด้วยสายวัดเทียบกับแล็บ: แม่นยำแค่ไหน?

สมการคำนวณสัดส่วนร่างกายจากเส้นรอบวงมาตรฐานมีความคลาดเคลื่อนอย่างเป็นระบบเมื่อเทียบกับแบบจำลองหลายส่วนในห้องปฏิบัติการ โดยประเมินปริมาณไขมันในนักกีฬาที่มีความลีนสูงเกินจริง และไม่สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบร่างกายในระยะยาวได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้

Body compositionโปรตีนช่วงลีน: ต้องกินเท่าไรเพื่อรักษากล้ามเนื้อ?

การรักษามวลกล้ามเนื้อไร้ไขมันให้ได้สูงสุดระหว่างการฝึกแรงต้านในช่วงจำกัดพลังงาน จำเป็นต้องได้รับโปรตีนต่อวันอยู่ที่ 2.3 ถึง 3.1 กรัม/กก. ของน้ำหนักตัว (หรือมวลปลอดไขมัน) การกระจายการรับประทานมื้อละ 0.3 ถึง 0.5 กรัม/กก. ทุก 3 ถึง 4 ชั่วโมง ควบคู่กับการรับประทานโปรตีนก่อนนอน จะช่วยชดเชยการสลายโปรตีนของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการขาดแคลนพลังงานได้

Body compositionความคลาดเคลื่อนจากการวัดไขมัน BIA ส่งผลต่อค่า FFMI อย่างไร

การวิเคราะห์ความต้านทานไฟฟ้าของเนื้อเยื่อแบบหลายความถี่ (MF-BIA) ให้ความเที่ยงตรงของการทดสอบซ้ำ (test-retest reliability) ในระดับสูง แต่กลับแสดงขอบเขตความสอดคล้องระดับบุคคล (individual limits of agreement) ที่กว้างเมื่อเทียบกับแบบจำลองเกณฑ์มาตรฐานแบบหลายองค์ประกอบ (multi-compartment models) เนื่องจากความคลาดเคลื่อนของไขมันในร่างกายเพียง 5% สามารถเปลี่ยนค่าดัชนีมวลไร้ไขมัน (FFMI) ที่คำนวณได้ไปถึง 2 ถึง 3 หน่วย ความแปรปรวนของการวัดด้วย BIA จึงต้องถูกนำมาพิจารณาเมื่อทำการประเมินนักกีฬาเทียบกับเพดานการพัฒนากล้ามเนื้อตามธรรมชาติตามทฤษฎี

หมวดหมู่